วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Final Guide


ค้นหาตัวเอง ก่อนเลือกคณะ

10 เทคนิคค้นหาตัวเองในการเลือกคณะเรียน

ในการเลือกคณะและสาขาวิชานั้น ควรพิจารณาถึงสิ่งที่ตนเองชอบมากที่สุด เนื่องจากเวลาที่เราชอบทำสิ่งใดเราก็จะมีความสุขที่ได้ทำสิ่งนั้น แล้วความสำเร็จจะตามมาเอง ดังนั้น เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย การเลือกคณะ/สาขาวิชาถือเป็นสิ่งสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยการทำงานในอนาคต โดยหลักเกณฑ์ในการพิจารณามีดังต่อไปนี้

1. รู้จักตนเองก่อน
ถามตนเองก่อนว่าทำไมถึงอยากเรียนต่อ เพราะต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงานใช่ไหม ถ้าใช่แล้วล่ะก็ ควรเลือกวิชาที่เหมาะสมกับความถนัดและความสามารถของตนเอง แต่สำหรับคนที่ทำงานแล้ว หากต้องการศึกษาต่อ ควรเลือกเรียนสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ ลองปรึกษากับเพื่อน เพื่อนร่วมงานหรือนายจ้างก็ได้ สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนสายงาน การเรียนต่อถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ให้โอกาสในการทำงานที่หลากหลายขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อค่อนข้างแพงพอสมควร ดังนั้น ควรคำนึงถึงโอกาสในการจ้างงานด้วย
สรุป
-พิจารณาประสบการณ์และความสามารถของตนเอง
-พิจารณาถึงความก้าวหน้าและโอกาสในการจ้างงาน
-พิจารณาวิชาที่ตนเองสนใจ
-ปรึกษาหารือกับเพื่อนๆ เพื่อนรวมงานและนายจ้างเกี่ยวกับวิชาสาขาวิชานั้นๆเพื่ออาจนำมาใช้ปรับปรุงในการทำงานต่อไป

2. ความชอบ/ความสนใจของตัวเอง
ควรเลือกสาขาที่ตนเองชอบและถนัด ไม่ใช่เลือกเรียนตามเพื่อนหรือทำตามพ่อแม่

3. สถาบันที่เรียน
ไม่จำเป็นต้องเจาะจงเลือกเรียนสถาบันนั้นนี้ ให้พิจารณาถึงสาขาวิชาที่น้องๆสนใจ และคุณสมบัติที่สถาบันนั้นใช้เป็นเกณฑ์ในการรับสมัคร หรืออาจพิจารณาไปเรียนต่อต่างประเทศก็ได้ ได้ท่องโลกกว้างขึ้น มีเพื่อนใหม่ มีคอนเน็คชั่นเยอะ เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต

4. พิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ
หลังจากค้นหาตนเองเจอแล้ว ทีนี้เราก็มาพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ คุณสมบัติ สำหรับคนไปเรียนต่างประเทศหรือเรียนภาคอินเตอร์ ทักษะภาษาอังกฤษของตนเองอยู่ไหนระดับที่สามารถเข้าศึกษาต่อสถาบันนั้นไหม หากภาษาอังกฤษไม่เพียงพอก็อย่าเพิ่งท้อ บางสถาบันมีหลักสูตรปูพื้นฐานก่อนเข้าเรียน หรือเลือกหาคอร์ส เรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ เพิ่มเติม

5. จัดอันดับวิชาที่สนใจ
รวบรวมคณะ/สาขาวิชาที่ตนเองสนใจและถนัดมาสัก 5 สาขา โดยเรียงลำดับความชอบและไม่เกินความสามารถของตนเอง ที่คิดว่ามีโอกาสจะเข้าศึกษาต่อมากขึ้น รวมถึงขอคำปรึกษาจากผู้ที่เคยเรียนคณะ/สาขาวิชานั้นด้วย

6. ปัจจัยด้านใดที่สำคัญต่อการเข้าศึกษา
ลิสต์สิ่งที่สำคัญๆมาสัก 3 รายการ เกี่ยวกับสถาบันและวิชาที่ต้องการศึกษาต่อ เช่น สถาบันที่น้องๆต้องการเข้าศึกษาจัดอยู่ในอันดับไหนของประเทศ ชื่อเสียง สื่อการเรียนการสอน ประสบการณ์ที่จะได้รับ การฝึกงาน ค่าเรียน ศูนย์ช่วยเหลือนักเรียน ความปลอดภัย ชีวิตในมหาวิทยาลัย และอื่นๆอีกมากมาย

7. รูปแบบการเรียนรู้
คนแต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน บางคนอาจชอบระบบการศึกษาแบบไม่ต้องเข้าเรียน เพียงสอบให้ผ่าน บางคนอาจชอบทำรายงานส่งอาจารย์เพื่อเป็นคะแนนเก็บช่วยในการสอบปลายภาค บางคนชอบทำงานกลุ่ม บางคนชอบทำงานด้วยตนเอง บางคนชอบอภิปรายหน้าชั้นเรียน แต่บางคนทำรายงานเป็นรูปเล่มดีกว่า ดังนั้นเลือกสไตล์การเรียนที่เหมาะสมกับตนเองจะดีที่สุด

8. คำนึงถึงโอกาสในการทำงาน 
การเรียนก็เปรียบเสมือนการลงทุน โดยเฉพาะการไปเรียนต่อต่างประเทศย่อมมีค่าใช้จ่ายที่แพง ดังนั้นควรคำนึงถึงสิ่งที่เราจะได้รับ ทั้งอาชีพการงานและผลตอบแทน

9. ศึกษารายละเอียดวิชาที่จะเรียน
เพราะคณะนึงมีสาขาวิชาให้เรียนหลากหลาย เช่น คณะวิศวกรรม มีสาขาให้เลือกเรียนมากมาย ตั้งแต่วิศวกรรมชีวการแพทย์ไปจนถึงวิศวกรรมโยธา หรือคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็มีหลักสูตรเปิดสอนในหลายสาขา ดังนั้นพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนทำการสมัคร

10. เปลี่ยนสาขา
หากเรียนไปแล้ว และรู้สึกว่ามันไม่ใช่นะ มันไม่เหมาะกับเราเลยอ่ะ หรือเรียนไม่ไหว ลองพิจารณาเปลี่ยนคณะ/สาขาวิชา คงไม่สายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นใหม่ แต่อย่าปล่อยเวลาให้เนิ่นนานเกินไปละ เพราะถ้าปล่อยให้นานเกินไป จะสูญเสียทั้งเวลาและเงินทองโดยใช่เหตุ

คำถามที่ใช้สร้างแรงบันดาลใจ..สู่ความสำเร็จ

18 คำถามที่ใช้สร้างแรงบันดาลใจ..สู่ความสำเร็จ
ความสำเร็จ..เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจอะไรบางอย่าง แต่หลายคนไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีอะไรกระตุ้น/ฉุดให้ลุกขึ้นมาวิ่ง
ลองถาม 18 คำถามนี้กับตัวเอง อาจจะเกิดแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างขึ้นมาก็ได้นะครับ
1. คุณมีความเชื่ออะไรผิดๆ ที่ฉุดรั้งความเจริญรุ่งของคุณอยู่หรือเปล่า? – ผมรู้ว่าตอบยาก ถ้ารู้คงตาสว่างไปนานแล้ว แต่เคล็ดลับในการตอบคำถามนี้ก็คือ.. ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่เราคิดอยากจะทำอะไรดีๆ แล้วเราไม่ได้ทำ ไม่แม้แต่จะเริ่มต้น แล้วนึกต่อว่า เราคิดว่ามันมีอุปสรรคอะไรเหรอ..ที่ทำให้เราล้มเลิกความคิดที่จะทำสิ่งนั้น
2. งานอดิเรกของคุณคืออะไร? – งานอดิเรกคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่าง ถ้าตอบข้อนี้ได้ คุณก็ค้นพบสิ่งที่ชอบแล้ว และการทำอะไรที่เราชอบ..ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง จริงไหม?
3. คุณมีพรสวรรค์ในเรื่องไหนบ้าง? – อันนี้มันยิ่งกว่างานอดิเรกอีกนะ เพราะมันไม่ใช่ความเก่งอย่างเดียว แต่เป็นความเก่งที่คนอื่นไม่มีเหมือนเราด้วย ถ้าตัวเองตอบไม่ได้ ก็ลองถามคนอื่นดู เราอาจค้นพบ “ทรัพย์สินในตน” ที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้
4. ทำงานกับใครแล้วมีความสุข? – ทำอะไรแล้วมีความสุข..ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง แล้วอย่าหยุดคิดแค่ว่า “ใคร” แต่หาคุณสมบัติของคนนั้นให้เจอ เพราะเราสามารถหา “คนอื่นได้อีก” ที่มีคุณสมบัติอย่างนั้น และนั่นแหละ “ทีมงานของคุณ”
5. คุณชอบทำงานที่ไหน? – หมายถึง “สภาพแวดล้อมแบบไหน” นั่นจะทำให้งานของคุณมีประสิทธิภาพ ผมเห็นมาหลายแบบ บางคนชอบอยู่เงียบๆ คนเดียว บางคนชอบทำเป็นกลุ่ม/แลกเปลี่ยนความคิดและเล่าความก้าวหน้าของงานของแต่ละคนอยู่ตลอดเวลา
6. คุณมีไฟปราถนาในเรื่องอะไร? – เห็นอะไร/ทำอะไรแล้วมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก บางคนชอบเที่ยว บางคนชอบสอน บางคนชอบแข่งขัน เรื่องอย่างนี้ถ้าไม่ถูกบังคับให้ถามตัวเองก็คงไม่เคยตอบ แต่ถ้าตอบได้..ก็น่าจะเริ่มเห็นแนวทางแล้วใช่ไหมครับ
7. แล้วจะเปลี่ยนไฟปราถนานั่นเป็น “การกระทำ” ได้ยังไง? – เคยถามตัวเองไหม คำแนะนำคือ..เริ่มต้นด้วยการทำ ‘งานอดิเรก’ ที่เกี่ยวข้องกับไฟปราถนานั่น แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมันเป็น ‘งานหลัก’ ในระยะยาว
8. อะไรที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณ? – ท่องเที่ยว/หนังสือ/พูดคุยกับบางคน/ออกไปทำกิจกรรมสังคม/ปาร์ตี้ คนเราต้องเคยกันบ้างแหละที่เกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอเวลาที่ได้..จุดจุดจุด ลองหา pattern ดู แล้วพาตัวเองไป..จุดจุดจุด..บ่อยๆ
9. คุณมีวิธีเติมไฟให้ตัวเองอย่างไร? – เชื่อสิ คนเรามักต้องหาวิธีบางอย่างอยู่เสมอ..เพื่อมากระตุ้นตัวเองให้ทำงานแต่ละชิ้นให้สำเร็จ ลองนึกดูดีๆ แล้วจะได้ใช้มันบ่อยๆ
10. คุณหลับฝันว่าอะไร? – จริงนะ..ผมหมายถึงความฝันตอนที่นอนหลับน่ะ ตื่นมาแล้วรีบจดๆ ไว้ก่อน จดไว้เรื่อยๆ ทำไมเหรอครับ..เพราะว่าในหลายๆ ครั้ง สิ่งที่คุณฝัน คือความคิดที่อยู่ในจิตใต้สำนึก ที่เวลาปรกติแล้วเราจะไม่นึก/นึกไม่ออก และบางครั้งความคิดที่อยู่ในจิตใต้สำนีกจะชี้นำให้เราเกิดแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างได้
11. คุณเคยเอาชนะอุปสรรคอะไรมาบ้าง? – โดยเฉพาะอุปสรรคครั้งสำคัญ มันต้องเคยกันบ้างแหละ ถ้าเรานึกย้อนกลับไป มันเป็นกำลังใจให้เราเป็นอย่างดี เราจะไม่กลัวอุปสรรคข้างหน้า
12. เวลามีใครพูดไม่ดีเกี่ยวกับคุณ คุณตอบสนองยังไง? – คุณเลือกได้ว่าจะรู้สึกไม่ดี หรือไม่สน เสร็จแน่..ถ้าคุณปล่อยให้คำพูดของคนอื่นมากำหนดความคิดของคุณ กลับกัน..ความคิดและการกระทำของคุณเท่านั้นที่กำหนดปลายทางของตัวคุณเอง
13. ที่คุณเป็นอยู่ทุกวันนี้..เพื่ออะไร? – เป็นคำถามที่ลึก และตอบยาก แต่ถ้าคุณตอบได้ แสดงว่าคุณมีเป้าประสงค์อะไรบางอย่าง ครอบครัว/พ่อแม่/คนพิการ/เด็กกำพร้า/สังคม และนั่นแหละ เป็นแรงบันดาลใจให้คุณทำต่อไป
14. คุณชื่นชอบใครเป็นพิเศษ? – คนเหล่านั้นเขาก็มี ‘แรงบันดาลใจ’ ของเขาเอง และคุณก็อาจค้นพบแรงบันดาลใจของคุณเองได้จากคนที่คุณชื่นชอบเช่นกัน
15. จุดอ่อนของคุณคืออะไร? – ไม่มีใครเพียบพร้อมสมบูรณ์ทุกสิ่ง ถ้าคุณรู้จุดอ่อน คุณก็จะรู้ว่าต้องปรับปรุงเรื่องอะไร เริ่มจากตรงนั้นเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ชีวิตคุณดีขึ้น
16. เป้าหมายของคุณคืออะไร? – ผมพูดมาหลายครั้งแล้วว่า คนเราต้องมีเป้าหมาย ถ้าไม่มีเป้าหมายก็ไม่มีการกระทำ วันๆ คงนั่งดูทีวีขึ้นอืดอยู่กับบ้าน
17. ถ้ามีเป้าหมายแล้วจะทำยังไงให้สำเร็จ? – ถ้าไม่วางแผน ก็คงไม่มีการลงมือทำ ถ้าไม่ลงมือทำ เป้าหมายก็คงเป็นเป้าที่อยู่ไกลๆ ต่อไป
18. มีอะไรที่คุณรู้สึกว่าต้อง “ขอบคุณ”? – เป็นคำถามที่แปลก แต่เพราะทุกคนไม่เคยนึก ผมก็เลยต้องเขียน การที่เราพยายาม ‘ค้นหา’ ว่ามีอะไรที่เราควรรู้สึกขอบคุณ (พ่อแม่/สังคม/ดิน/ฟ้า/อากาศ) จะทำให้เรารู้สึกดีกับชีวิตและตนเอง รู้สึกว่าเรามีวันนี้ได้เพราะ … หลายอย่าง รู้สึกว่าเราต้องตอบแทน รู้สึกว่าเราต้องทำเพื่อคนอื่นบ้าง บางครั้งสิ่งนี้ทำให้เรามีแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างขึ้นมา (อย่าลืมโจทย์นะครับ..เรากำลังพูดถึงวิธีหาแรงบันดาลใจ)

ความชอบและความถนัดของตัวเอง

หลักการค้นหาตัวเองโดยสำรวจความชอบและความถนัดของตัวเอง

1. ความชอบ/ความถนัดในแง่การทำงานหรือกิจกรรม
-   ชอบออกแรงและทำด้วยมือตัวเองเป็นพวกชอบออกแรงทำด้วยตัวเอง ชอบอิสระ ชอบเดินทาง ให้อยู่เป็นที่เป็นทางแล้วจะตาย
-   ชอบคิดและวิเคราะห์เป็นพวกมองอะไรเป็นขั้นเป็นตอน ชอบสืบเสาะหาความจริง และชอบวางแผนงาน (เป็นจอมบงการนั่นเอง)
-   ชอบริเริ่มและสร้างสรรค์เป็นพวกเด็กแนว ไม่ชอบติดอยู่กับกฎเดิมๆ ชอบความท้าทาย แปลกใหม่ แหวกๆ แหกๆถึงจะมันส์
-   ชอบสนับสนุนและประสานงานเป็นพวกจิตกุศล ชอบช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจคนอื่น และชอบเป็นเบื้องหลังความสำเร็จในงานต่างๆ
-   ชอบโน้มน้าวและเป็นผู้นำเป็นนักเจรจาพาที กล้าพูด นำเสนอดี ชอบออกความคิดเห็น กล้าตัดสินใจ ชอบทำงานร่วมกับคนหมู่มาก
-  ชอบรักษาระเบียบและควบคุมกฎเป็นพวกแบบแผนสูง ชอบกฎเกณฑ์ ชอบจัดระเบียบกับสิ่งที่เห็น เก็บข้อมูลเก่ง และจดจำแม่นยำ

2. ความชอบ/ความถนัดในแง่วิชาการ
-    ชอบวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์
-    ชอบคณิตศาสตร์ และสังคมศาสตร์
-    ชอบคณิตศาสตร์ และภาษาศาสตร์
-    ชอบภาษาศาสตร์ และสังคมศาสตร์
-    ชอบศิลปะ ดนตรี หรือการแสดงแขนงต่างๆ

3. ความชอบ/ความถนัดในแง่ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
-   ชอบทำงานตัวคนเดียว
-   ชอบทำงานกับคนที่รู้จักและรู้ฝีมือ
-   ชอบทำงานกับคนที่ไม่รู้จักหรือเปลี่ยนแปลงผู้ร่วมงานบ่อยๆ
ตอนนี้ให้กลับไปคิดดูก่อนว่าชอบแนวไหน สำหรับน้องคนไหนที่รู้สึกว่ายังเลือกเรื่องความชอบความถนัดทางด้านการทำงานไม่ได้ หรือเป็นพวกรักพี่เสียดายน้อง ก้ำกึ่งอยู่ ตอนหน้าพี่จะช่วยตั้งคำถามที่น้องๆที่จะช่วยให้ค้นหาตัวเองได้ “เป๊ะ” และวิธีเลือกอาชีพให้ “โดน” ต่อไปครับ อย่าลืมติดตามละ

ความเดิมจากตอนที่แล้ว พี่ได้ให้น้องลองสำรวจความชอบของตัวเองทั้งด้านการทำกิจกรรม วิชาการ และการเข้าสังคม ซึ่งแน่นอนว่าน้องคงรู้ใจตัวเองอยู่พอควรว่าวิชาที่น้องชอบเป็นแนวไหน และปกติเราเป็นคนชอบเข้าสังคมมากเพียงใด แต่เรื่องลักษณะเด่นในด้านการทำงานนี่อาจจะไม่ค่อยแน่ใจ วันนี้พี่เลยเอาคำถามมาให้น้องๆลองดู เพื่อที่จะค้นหาตัวเองได้ง่ายขึ้น ส่วนคนไหนที่มีลักษณะโดดเด่น รู้ว่าตัวเองอยากจะทำงานแนวไหน น้องลองทำดูให้มั่นใจไปเลยว่าคณะเป๊ะๆที่จะเข้าควรจะเป็นคณะอะไรกันแน่
มาเริ่มกันเลย....ให้น้องๆอ่านข้อความด้านล่างนี้ แล้วพิจารณาว่าประโยคไหนที่มันเป็นเรามากๆบ้าง
ชุดที่ 1
@ ฉันเป็นคนอยู่นิ่งๆไม่ได้ ต้องทำนู้นทำนี่ตลอดเวลา
@ ฉันเข้ากับคนง่าย ไม่ถือตัว
@ ฉันไม่ชอบมานั่งแต่งตัวเพื่อจะไปออกงานกลางคืน
@ ฉันชอบออกมาเล่นข้างนอก ถึงแม้อากาศจะไม่ค่อยดีก็ตาม
@ ฉันไม่ชอบคิดโครงงาน หรือหัวข้อรายงานเอง แต่บอกมาเลยจะทำอะไร ทำได้หมด
ชุดที่ 2
@ ฉันชอบเลข หรือไม่ก็วิทยาศาสตร์
@ ฉันไม่ชอบรองานจากใคร
@ ฉันไม่ชอบทำงานกลุ่ม ฉายเดี่ยวสนุกกว่า
@ ฉันไม่ยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ
 @ ฉันชอบเล่นเกมที่ต้องคิดเยอะหน่อย เช่น หมากล้อม หมากฮอท โซโดขุ
ชุดที่ 3
@ ฉันชอบตกแต่งห้อง หรือมุมที่เป็นฉัน
@ ฉันมีปัญหากับการทำตามคำสั่ง
@ ฉันไม่ชอบทำอะไรที่จะต้องไปเหมือนคนอื่น
@ เพื่อนมักมองว่าฉันชอบจินตนาการ หรือเพ้อฝัน
@ ฉันชอบงานประเภทการแสดง ศิลปะ และดนตรี (ถึงแม้ว่าอาจจะทำได้ไม่ค่อยดี ก็ยังชอบทำ)

ชุดที่ 4
@ ฉันชอบทำงานเป็นกลุ่ม
@ ฉันคิดถึงความรู้สึกคนอื่นอยู่ตลอด เวลาจะพูดอะไรแรงๆไป
@ ฉันชอบรับฟังคนอื่นพูด หรือชอบฟังปัญหาคนอื่น
@ ฉันชอบทำงานอาสาสมัคร
@ ฉันไม่ชอบเวลามีใครขึ้นเสียง ถึงแม้จะไม่ได้ทำกับฉันก็ตาม
ชุดที่ 5
@ ฉันไม่ชอบที่มีคนไม่เห็นด้วยกับฉัน
@ ฉันจะเล่นละครโรงเรียน ถ้ามี
@ ฉันชอบออกมานำเสนอหน้าชั้น
@ ฉันทำกิจกรรมเยอะแยะไปหมด
@ ฉันชอบเป็นคนตั้งกลุ่ม หรือชมรมเพื่อทำกิจกรรมหนึ่งๆ ตลอดเวลา
ชุดที่ 6
@ ฉันชอบมีกิจวัตรประจำวัน หรือตารางเวลาที่แน่นอน
@ ฉันชอบการตกลงที่มีกฎเกณฑ์ตายตัว
@ ฉันไม่ชอบเวลาที่ชีวิตมีอะไรหลายๆอย่างที่ต้องทำพร้อมกัน
@ ฉันเกลียดการไปสาย และการผิดเวลา
@ ฉันดูแลรักษาของเป็นอย่างดี เก็บของเรียบร้อย และเมื่อสะสมของก็จะจัดเรียงอย่างสวยงาม
เอาละ...คราวนี้ได้เวลาเฉลยบุคลิกที่โดดเด่นและงานที่น้องถนัดกันซะที โดยการที่ให้น้องดูว่าน้องได้เลือกประโยคในชุดใดมากที่สุด (อย่างน้อยต้องเลือก 3 ข้อในชุดนั้นๆ)
เลือกชุดที่ 1 มากที่สุดแสดงว่าน้องเป็นนักปฏิบัติตัวยง งานที่เหมาะกับน้องคือพวกผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ แต่ต้องเป็นอาชีพที่ต้องออกแอ็คชั่นเยอะๆ และได้เดินทางเพราะน้องเป็นพวกขี้เบื่อ ถ้าเป็นน้องสายวิทย์งานที่เหมาะกับคนประเภทนี้เช่นผู้ตรวจสอบมาตรฐาน ส่วนสายศิลป์ก็เป็นครู นักโบราณคดี หรือเป็นพวกนักออกแบบตกแต่งภายในก็ได้
เลือกชุดที่ 2 มากที่สุดแสดงว่าน้องเป็นนักคิด เจ้าความคิด จอมวางแผน งานที่เหมาะกับน้องคือพวกนักวิเคราะห์ทางด้านต่างๆ น้องเป็นคนชอบความท้าทาย เห็นความยุ่งยากเป็นเรื่องสนุก งานที่เหมาะสำหรับสายวิทย์ เช่นงานวิศวะ หรือโปรแกรมเมอร์ ส่วนสายศิลป์เช่น นักวิชาการ หรือนักการเงินก็ได้
เลือกชุดที่ 3 มากที่สุดแสดงว่าน้องเป็นพวกติสจัด งานที่เหมาะกับน้องคืองานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์สูงๆ น้องเป็นคนที่สามารถคิดอะไรๆออกมาได้โดยที่ไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับ งานที่เหมาะสำหรับสายวิทย์ เช่นงานสถาปัตย์ ส่วนสายศิลป์เช่น นักการตลาด หรือเป็นพวกนักเขียน นักร้อง นักแสดงไปเลย
เลือกชุดที่ 4 มากที่สุดแสดงว่าน้องเป็นพวกพ่อพระ แม่พระ งานที่เหมาะกับน้องคืองานที่ต้องไปช่วยเหลือคนอื่นๆ น้องเป็นคนที่เห็นใครลำบากไม่ได้ ใจอ่อนตลอด งานที่เหมาะสำหรับสายวิทย์ เช่นแพทย์ เภสัช ส่วนสายศิลป์เช่น ครู พนักงานแผนกลูกค้าสัมพันธ์ หรือเป็นผู้ประสานงานธุรกิจ
เลือกชุดที่ 5 มากที่สุดแสดงว่าน้องเป็นพวกผู้นำโดยสายเลือด งานที่เหมาะกับน้องคืองานที่ต้องพูดเยอะๆ และนำกลุ่มคนในการทำงานบางอย่าง น้องเป็นคนที่ชอบเสนอโครงการ หรือแสดงความคิดเห็นเสมอ งานที่เหมาะคืองานด้านการบริหาร หรือประชาสัมพันธ์ เช่นนักการเมือง ผู้บริหารบริษัท หรือทำธุรกิจส่วนตัว
เลือกชุดที่ 6 มากที่สุดแสดงว่าน้องเป็นพวกเจ้าแบบแผน เป็นคนที่อยู่ในกฎระเบียบเสมอ งานที่เหมาะกับน้องคืองานที่มีกฎระเบียบแน่ชัด น้องเป็นคนที่ชอบงานที่เป็นระเบียบ และสามารถทำงานที่ต้องใช้ความละเอียด พิถีพิถันได้ดี งานที่เหมาะคืองานด้านการทูต กฎหมาย หรือบัญชี หรือเป็นพวกช่างเทคนิคที่ต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วน เช่นผู้คุมโรงงานผลิต
อาชีพที่พี่ยกตัวอย่างเป็นเพียงส่วนหนึ่ง สิ่งที่สำคัญคือน้องต้องดูว่าลักษณะเด่นของเรา เหมาะกับอาชีพที่เราคิดว่าอยากจะทำหรือไม่ หากไม่ นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ แต่นั่นหมายความว่าเราจะต้องฝึกฝนจุดบกพร่องที่เรามีเพื่อให้เราประสบความสำเร็จในงานที่เราอยากจะเป็น แต่ขอให้จำเอาไว้ว่าอย่าเอาเงิน หรือชื่อเสียงมาตัดสินเพราะ หากเราทำในอาชีพที่เราไม่รักไม่ชอบ เราจะไม่สามารถผ่านอุปสรรคในงานนั้นๆได้ เชื่อพี่เถอะครับ หากได้ทำงานที่รักแล้ว น้องจะรู้สึกว่าเหมือนไม่ทำงานอีกเลยตลอดชีวิต

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

10 คณะยอดฮิต แอดมิชชั่น 58


         ผ่านไปแล้วสำหรับการแอดมิชชั่น 58 น้องๆ อยากรู้ไหมว่าแต่ละคณะที่มีผู้สมัครมากที่สุดนั้น ทำไมถึงมีคนสมัครเยอะ เข้าไปแล้วเขาเรียนอะไรกันบ้าง ต้องเจอกับอะไรบ้าง เป็นที่ต้องการของตลาดมากน้อยแค่ไหน
บทความนี้จะพาไปรู้จักกับคณะต่างๆ ที่เรียนเหมือนกัน แต่ต่างสถาบัน โดยมีจุดประสงค์อยากให้น้องๆ ได้รู้เกี่ยวกับแต่ละคณะก่อนที่จะเข้าสู่สนามสอบแอดมิชชั่น 59
1.คณะพยาบาลศาสตร์

คณะพยาบาลศาสตร์ถือได้ว่าเป็นคณะยอดฮิตเพราะติดโผตั้ง 6 อันดับ 6 สถาบัน แต่ที่เราจะแนะนำให้รู้จักอีกหนึ่งสถาบันก็คือ วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย โดย พี่จั๊กจี้-ญานิศา จากวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย เล่าถึงสิ่งสำคัญของการเป็นพยาบาลคือ “ต้องซื่อสัตย์ รับผิดชอบ อดทน เพราะว่าวิชาชีพนี้เราต้องทำงานร่วมกับคนหลายๆ สาขาวิชา แต่ว่าเราคือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยมากที่สุด และผู้ป่วยแต่ละคนก็มีรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นความซื่อสัตย์จึงมีความสำคัญมากเพราะผู้ป่วยต้องไว้ใจเราได้”
2. คณะการบัญชีและการจัดการ สาขาวิชาบัญชีบัณฑิต

3. คณะวิทยาศาสตร์ (กลุ่มที่ 1 สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและชีวภาพ) ใน 8 สาขาวิชา คือ คณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์ประยุกต์ เคมี ชีววิทยา จุลชีววิทยา ฟิสิกส์ สถิติฯ


ถือได้ว่าเป็นคณะที่มีหลากหลายสาขาวิชามาก แต่หลักๆ คืออยู่บนพื้นฐานเหตุและผล โดยได้รวบรวมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจากการสัมภาษณ์มามีทั้ง รุ่นพี่อย่าง พี่น้ำตาล ธิภาดา จากภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ จุฬาฯ ที่บอกไว้ว่า“คณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานด้านความคิดอย่างมีเหตุผล”

หรืออย่าง คณิตศาสตร์ประกันภัย ที่กลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์เมื่อปีที่ผ่าน ศิษย์เก่าอย่างพี่พลอย-ปรียาภัทร์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล เล่าถึงเสน่ห์ของอาชีพนี้ว่า “มีอำนาจ คือเราสั่งได้เราเป็นคนตัดสินใจได้ เราเป็นคนเอาตัวเลขมาให้ผู้ใหญ่ตัดสินใจ มันรู้สึกว่าเอออาชีพเราสำคัญนะ แล้วหลายๆ คนต้องพึ่งพา ต้องพึ่งเรา ซึ่งบางทีก็กดดันเหมือนกัน” เอ้ย น่าสนนะเนี่ย


หากน้องๆ สนใจสาขาวิชาเคมี แต่ก็กลัวจะได้อยู่แต่โรงงาน พี่ปลา-ปาริฉัตร ศิษย์เก่าสาขาเคมีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังบอกว่า “สาขานี้จบแล้วมีโอกาสในการทำงานค่อนข้างกว้าง ไม่จำเป็นต้องทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้ค่ะ”

นอกจากนี้ยังมีรุ่นพี่จากสาขาวิชาอื่นๆ อย่างเช่น เคมี วิทยาศาสตร์ทางทะเล ชีววิทยา และไอดอลนักวิทยาศาสตร์หญิงคนเก่งของไทย“ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ” มาบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เพื่อให้น้องๆ ได้เรียนรู้และเตรียมตัวให้พร้อมอีกด้วย
4. สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ วิศวกรรมการผลิต วิศวกรรมเกษตรและอาหาร วิศวกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมเครื่องกลฯ
วิศวกรรมก็ฮอตไม่แพ้คณะอื่นแถมยังแตกแขนงได้หลากหลายสาขาอีกด้วย “วิศวะอุตสาหการคือนก นกที่อยู่บนที่สูง เรามองลงมาเราเห็นทุกอย่าง เพราะว่าเราเรียนทุกอย่าง ก็เลยเข้าใจว่าแต่ละภาคทำอะไรได้บ้าง แล้วเราก็เรียนเพื่อจะไปผู้บริหาร” คือคำนิยามวิศวกรรมอุตสาหการ จากศิษย์เก่า พี่แนน สศิรา ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ
5. คณะบริหารธุรกิ

ภายใต้คณะบริหารธุรกิจยังมีอีกหลายสาขาวิชาที่น่าสนใจนอกเหนือจากสาขาบัญชีแล้วยังมีอีกหลายสาขาที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นก็คือ สาขาวิชาการจัดการเพื่อเป็นผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นพี่อย่างหนุ่มมาร์ช จุฑาวุฒิ บอกว่าการจัดการเพื่อเป็นผู้ประกอบการธุรกิจต่างกับบริหารธุรกิจ “เราทำธุรกิจต้องมีทักษะอะไร มีการจัดการในองค์กรอย่างไร มีการบริหารด้านบุคลากรอย่างไร ด้านสถานที่อย่างไร ด้าน operation อย่างไร ซึ่งมีแยกย่อยเยอะมากในการควบคุมบุคลากรหนึ่งคน”
6. คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ สาขาวิชารัฐศาสตร์
รู้หรือเปล่าว่ารัฐศาสตร์ไม่ได้ศึกษาแค่ประวัติศาสตร์ สถานการณ์โลกในปัจจุบัน แต่ยังต้องศึกษาคุณสมบัติของการเป็นทูต นโยบายต่างๆ และมีการเลือกเรียนภาษาที่ 3 อีกด้วย พี่มาเฟีย คณะรัฐศาสตร์ (เอกการระหว่างประเทศ) ธรรมศาสตร์ ยังบอกอีกว่า “นักรัฐศาสตร์ที่ดีควรมี “ความกล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าทำในสิ่งที่เชื่อ”
7. คณะอุตสาหกรรมเกษตร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร
หากถามถึงสาขาวิชานี้ว่าจบไปแล้วทำอะไรได้บ้าง หนี่งในนั้นก็ต้องนึกถึงนักโภชนากร โดยเชฟชีวินจะมาบอกเล่าเรื่องราวถึงแม้ไม่ได้เรียนมาด้าน food science แต่ในด้านการเรียนรู้ยังมีความเกี่ยวข้องและคล้ายกันอยู่บ้าง ให้น้องๆ ได้เตรียมตัวเตรียมใจได้ถูก
8. สำนักวิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ
“เพราะเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เป็นศิลปะในการเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ในการใช้สิ่งที่ตนเองไม่มี” คำบอกเล่าถึงเศรษฐศาสตร์ของหนุ่มแม็กซ์ เจนมานะ ศิษย์เก่าเศรษฐศาสตร์ อินเตอร์ ม.ธรรมศาสตร์
 9. คณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ

เป็นหลักสูตรด้านบริหารธุรกิจที่มีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการบริหารจัดการ ซึ่งในด้านการจัดการธุรกิจจะคล้ายคลึงกับคณะบริหารธุรกิจที่ได้รวบรวมไว้ในเบื้องต้นแล้ว
10. คณะนิติศาสตร์
สิ่งที่เด็กนิติฯ ต้องมีศิษย์เก่านิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่อย่างพี่พลอย ภัทรากรบอกว่า “เด็กนิติฯ ต้องเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ ชอบออกไปดูนู้นนี่ พลอยเชื่อว่าคนที่สนใจเรียนนิติแล้ว พอได้เรียนก็จะยิ่งรัก ยิ่งชอบ” น้องๆ คนไหนอยากเป็นนักกฎหมายลองตามไปอ่านดูว่ารุ่นพี่เรียนอะไรบ้าง จบแล้วยังต้องมีสอบอะไรอีก

เรียนต่ออุดมศึกษา

การเลือกคณะ เพื่อเรียนต่อสถาบันอุดมศึกษา

ในการเลือกคณะ เพื่อเรียนต่อสถาบันอุดมศึกษา นักเรียนควรพิจารณา ดังนี้
1.อันดับแรกนักเรียนควรถามตนเองว่าต้องการประกอบอาชีพใด และควรจะเรียนต่อในคณะ/สาขาวิชาใด จึงจะตรงกับความถนัด ความสามารถและความสนใจของตนเอง
2. ควรเลือกสาขา/คณะที่นักเรียนชอบและอยากเรียน ไม่ควรเลือกสาขา/คณะตามเพื่อน
และไม่ยึดติดสถาบัน
3. นักเรียนไม่ควรเลือกคณะที่มีคะแนนสูงเพราะค่านิยม ความเท่ ความโก้เก๋ หรือ เลือกเพราะไม่รู้ว่าจะเลือกคณะอะไรดี ซึ่งอาจสอบไม่ได้ หรือสอบได้ แล้วเรียนอย่างไม่มีความสุข
4. ศึกษาข้อมูลสาขา/คณะที่นักเรียนพอใจไว้ 4-5 คณะ
5. นักเรียนจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทางสถิติอ้างอิงว่านักเรียนจะได้รับการคัดเลือกเข้าเรียน
ถ้าหากไม่มั่นใจไม่ควรเลือกคณะนั้น ปัจจุบันมีโปรแกรมทดลองคำนวณคะแนน Admissions
ปีการศึกษา 2553 โดยนักเรียนสามารถใช้บริการได้ที่ http://www.cuas.or.th/index.php
หรือ http://dek-d.com/admission/หรือ http://www.eduzones.com/หรือ http://www.unigang.com/Article/769
6. เลือกคณะที่นักเรียนชอบมากที่สุดไว้เป็นอันดับ 1
7. อันดับที่ 2 , 3 และ 4 ควรเป็นคะแนนรองลงมา
8.ไม่ควรเลือกคณะที่คะแนนใกล้กันมาก และไม่ควรเลือกสาขาเดียว 4 อันดับ เช่น
วิศวกรรมศาสตร์ 4 อันดับ
9. ทั้ง 4 อันดับต้องแน่ใจว่า นักเรียนเต็มใจเรียน เรียนได้ดี และสามารถจบตามเวลา ที่กำหนด
10. ทั้ง 4 อันดับนี้ ตรงกับคุณสมบัติของนักเรียนและคะแนนของนักเรียน
1  นำคะแนนของคนทุกคน ที่เลือกในอันดับที่  1 มาเรียงลำดับกันให้หมดเลยครับ
2  แล้วก็ตัดตามจำนวนคนรับ
3  ถ้าคนไหน ไม่ติดก็จะเข้าสู่อันดับที่ 2
4 ถ้า อันดับ ที่ 2 ของเรา มากกว่า อันดับ 1 ของคนอื่น  เราก็จะติดแทนคนนั้น ไป เหอะ ๆ  แล้วคนนั้นก็ต้องมาเลือกสู่อันดับที่ 2 ของเขาแทน นั่นเอง
5 แต่ถ้าเราไม่ติดในอันดับที่ 2  ก็จะเข้าสู่ ลำดับที่ 3 และ 4
6 พอ หมดอันดับที่ 4 แล้วไม่ติด ก็   ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ  T___Y
สรุป คะแนน สำคัญ กว่าอันดับ     อันดับคือ โอกาสในการเลือกเท่านั้นเอง
ปล  ใครอธิบายใครเข้าใจง่ายกว่านี้ก็ช่วยเขียนหน่อย  เหอะ ๆๆ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่สอบ Entrance ได้ส่วนใหญ่เกิดจากการเตรียมตัวดี คือ เตรียมความพร้อมในการสอบได้ดี การเตรียมตัว ที่ดีมิใช่การอ่านหนังสือมากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หมายถึงการรู้รอบ ได้แก่ การรู้ทุกเรื่องหรือ รู้เรื่องเกี่ยวกับการสอบ Entrance ให้มากที่สุดทุกแง่ทุกมุมแล้วศึกษาตนเองว่าเหมาะสมกับ แง่มุมใดแล้วเตรียมตัวในทิศทางนั้น บางคนเรียนได้คะแนนดี แต่สอบ Entrance ไม่ได้ บางคน เรียนได้คะแนนไม่ดี แต่สอบ Entrance ได้ เหตุผลก็คือเด็กเรียนดีมักประมาทตรงกันข้ามกับ เด็กเรียนไม่ดีแต่ขวนขวายที่จะหาเทคนิคและวิธีการในการหาความรู้ใหม่ๆ มาเพิ่มเติมให้ตนเอง อยู่เสมอ ในที่นี้จะนำเสนอเทคนิคการเลือกคณะและจัดอันดับซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งในการ เตรียมตัวสอบ Entrance ดังต่อไปนี้
1. การพิจารณาแนวทางชีวิตของตนเอง นัก เรียนต้องคิดไว้แล้วว่า นักเรียนจะต้องประกอบอาชีพใด และควรจะเรียนต่อในสาขา วิชาใด จึงจะตรงกับความถนัด ความสามารถและความสนใจของตนเอง และทดลองเลือกคณะที่ อยู่ในความสนใจของตนเอง
2.การพิจารณาข้อมูลที่จำเป็น เมื่อได้ทดสองเลือกคณะที่พอใจ10คณะแล้วนักเรียนจำเป็นที่จะต้องค้นหาข้อมูลที่ สำคัญของแต่ละคณะในเรื่องต่างๆ
3. เทคนิคการเลือกคณะและจัดอันดับที่มีประสิทธิภาพ การพิจารณาเลือกคณะต้องเลือกอย่างฉลาด คือ ต้องประหยัดเวลา ประหยัดแรงงาน ประหยัดสมอง และประหยัดเงิน (ลงทุนน้อยให้ได้ประโยชน์มากที่สุด) ซึ่งต้องพิจารณาในสิ่งต่างๆ ดังนี้
3.1 ทั้ง 4 คณะต้องสอบกลุ่มวิชาเดียวกัน ไม่ควรสอบหลายกลุ่มวิชา เพราะทำให้ เปลืองเวลา เปลืองเงิน เปลืองสมอง ได้ผลน้อย
3.2 ทั้ง 4 คณะต้องตรงกับคุณสมบัติของนักเรียน ไม่ควรเลือกเผื่อเอาไว้ เพราะหมายถึง การขาดความมั่นใจในตนเอง อันเป็นอุปสรรคสำคัญของการสอบ คือ คิดว่าสอบตกตั้งแต่ยังไม่ได้สอบแล้ว
3.3 ทั้ง 4 คณะนักเรียนต้องชอบจริง ไม่ควรเลือกตามเพื่อน คณะที่เพื่อนชอบ หมายถึง คณะที่เพื่อนอยากได้ คณะที่นักเรียนชอบ คือ คณะที่นักเรียนอยากได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
3.4 ทั้ง 4 คณะที่นักเรียนเลือก คะแนนนักเรียนต้องถึงเกณฑ์ตามคุณสมบัติของแต่ละคณะที่เขาตั้งไว้ คือ นักเรียนต้องผ่านเกณฑ์ก่อน เมื่อผ่านเกณฑ์ก็มิได้หมายความว่า นักเรียน สอบได้ เพียงแต่ได้สิทธิ์สมัครเข้าคัดเลือกเท่านั้น ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาตัดสินกันอีกครั้งจากคะแนนสูงสุดของผู้สมัคร
3.5 ทั้ง 4 คณะที่นักเรียนเลือกต้องมั่นใจว่าเรียนได้ จบได้ตามเวลาที่กำหนด ไม่ควรฝัน จะเลือกคณะที่มีคะแนนสูง เพราะความโก้เก๋ หรือเลือกเพราะไม่รู้ว่าจะเลือกคณะอะไรดี ซึ่งอาจสอบไม่ได้หรือสอบได้ แล้วสละสิทธิ์ไม่เรียน เป็นต้น
3.6 ที่สำคัญที่สุด คือ เลือกคณะที่นักเรียนมั่นใจว่าสอบได้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทางสถิติอ้างอิงว่านักเรียนจะสอบได้ ถ้าหากไม่มั่นใจไม่ควรเลือก
4. เลือกอย่างไรจึงจะสอบได้ นักเรียนที่ได้คะแนนดี แต่สอบไม่ได้เพราะเลือกไม่เป็นนั้นมีเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ใส่ใจ กับวิธีการ ในข้อนี้ให้มากจากข้อมูลที่รวบรวมมาจากข้อ 1 ถึงข้อ 3 นั้นให้นำมาใช้ ดังต่อไปนี้
  • ขั้นที่ 1 ทดลองเลือกคณะที่นักเรียนชอบมา 10 คณะ ซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลง หรือปรับ มาจากข้อที่ 1
  • ขั้นที่ 2 ใส่คะแนนสูงต่ำ โดยหาค่าเฉลี่ยของคะแนนสูงต่ำของคณะที่นักเรียนเลือกทั้ง 10 คณะ คะแนนสูงต่ำที่ใช้ควรใช้ปีสุดท้าย หรือนับ 5 ปีย้อนหลังก็จะดี
  • ขั้นที่ 3 หาค่าคะแนนตนเองจากการสอบ Entrance ที่ประกาศผลมาแล้ว หรือจะทดลองทำข้อสอบเก่า
โดยการพิจารณา ดังนี้
  1. เอาคณะที่นักเรียนชอบมากที่สุดไว้เป็นอันดับ 1
  2. อันดับที่ 2 ควรเป็นคะแนนรองลงมา
  3. ไม่ควรเลือกคณะที่คะแนนใกล้กันมาก ควรให้ทิ้งห่างอย่างน้อย 5-10 คะแนน
  4. ทั้ง 4 อันดับต้องแน่ใจว่า นักเรียนเต็มใจเรียน เรียนได้ดี และสามารถจบตามเวลา ที่กำหนด
  5. ทั้ง 4 คณะนี้ คะแนนต้องถึงเกณฑ์ที่กำหนดแต่ละคณะ ถ้าคณะใดคะแนนของนักเรียน ไม่ถึงเกณฑ์ให้ตัดทิ้ง
  6. ถ้า ทั้ง 4 คณะ คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ทั้งหมดให้ปรึกษาอาจารย์แนะแนว ซึ่งมีวิธีเลือกคณะ แบบใหม่ที่ทำให้ผู้ได้คะแนนน้อยมีโอกาสสอบได้ เพราะคนได้คะแนนน้อยไม่ได้หมายความว่ามี ความรู้น้อย อาจารย์แนะแนวมีวิธีการที่จะตรวจสอบความสามารถและชี้แนะแนวทางการนำเอา ความรู้ที่แท้จริงมรใช้เลือกคณะแทนการใช้คะแนนเป็นตัวตัดสิน
5. ข้อควรระวัง
  • ไม่ควรสอบข้ามสาย เช่น เรียนสายวิทย์ แต่ไปสอบสายศิลป์ หรือเรียนสายศิลป์ แต่ไป สอบสายวิทย์ เป็นต้น
  • ไม่ควรเลือกคณะปนกันทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ เพราะทำให้สอบวิชามากเกินไป
  • ไม่ควรเลือกคณะที่คะแนนนักเรียนไม่ถึงเกณฑ์ จะทำให้เสียเงินและเสียเวลาเปล่า ถ้าอยากเสี่ยงทดลองเลือกควรเสี่ยงเลือกเพียงคณะเดียว ไม่ควรเสี่ยงทั้ง 4 คณะ
  • ไม่ควรเลือกตาม เพื่อน พี่ พ่อ แม่ ญาติ หรือคนอื่น ควรเลือกตามข้อมูล ตามเหตุผล และเลือกที่ตรงกับความถนัด ความสามารถและความสนใจของนักเรียนอย่างแท้จริง
  • ไม่ควรยึดติดสถาบัน ควรดูคะแนนตัวนักเรียนเอง และเอาตัวนักเรียนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ เอาสถาบันเป็นตัวตั้ง
  • ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าต้องได้ แต่ไม่ควรประมาท และต้องวางแผนให้ดีรัดกุมทุกเรื่อง ถ้าพลาดต้องคิดว่าเราวางแผนบกพร่องที่ใด ครั้งต่อไปต้องมั่นใจกว่าเดิม
  • ไม่ควรมุ่งไปที่มหาวิทยาลัยปิดอย่างเดียว ควรเตรียมแผน 2 ไว้ที่มหาวิทยาลัยเปิด แผน 3 ไว้ที่สถาบันอุดมศึกษาอื่นบ้าง
  • ไม่ควรเลือกสาขาเดียว 4 อันดับ เช่น แพทย์ 4 อันดับ วิศวะ 4 อันดับ หรือสถาปัตย์ 4 อันดับ เป็นต้น เพราะเสี่ยงเกินไป
  • อย่าลืมปรึกษาอาจารย์แนะแนว เพราะท่านมีประสบการณ์ดีๆ หลายอย่างที่จะเสนอ แนะให้แนวทางที่ช่วยตัดสินใจได้

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

10 อันดับ มหาวิทยาลัยของไทยที่ดีที่สุดในประเทศไทย

10 อันดับ มหาวิทยาลัยของไทยที่ดีที่สุดในประเทศไทย

1. "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันเปิดสอนใน 19 คณะ "อักษรศาสตร์-บัญชี" เป็นที่ขึ้นชื่อลือชามากๆ และมีสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย คือ "พระเกี้ยว" ที่ชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภูมิใจ เนื่องจากชื่อของมหาวิทยาลัย ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ในสมเด็จพระปิยมหาราช ผู้พระราชทานกำเนิดมหาวิทยาลัยนี้ ส่วนต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือ ต้นจามจุรี
สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย คือ "พระเกี้ยว"
2. "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" เป็นมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ก่อตั้งในชื่อ "มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นตลาดวิชา เพื่อการศึกษาด้านกฎหมายและการเมือง สำหรับประชาชนทั่วไป ต่อมาใน พ.ศ. 2495 รัฐบาลเปลี่ยนเป็นชื่อปัจจุบัน นับเป็นมหาวิทยาลัยที่มีอายุเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย และมีประวัติศาสตร์ผูกพันกับพัฒนาการทางการเมือง และความเป็นไปของชาติ ตลอดจนเรื่องของรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 และ 6 ตุลาฯ 2519
ตลาดวิชาเพื่อการศึกษาด้านกฎหมายและการเมือง
3. "มหาวิทยาลัยมหิดล" สถาบันศึกษาที่มาจากการเป็นโรงเรียนแพทย์ ณ โรงพยาบาลศิริราช ชื่อว่า"โรงเรียนแพทยากร" ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2432 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม "มหิดล" อันเป็นพระนามของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ใช้แทนชื่อมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เป็น "มหาวิทยาลัยมหิดล"
สถาบันศึกษาที่มาจากการเป็นโรงเรียนแพทย์ ณ โรงพยาบาลศิริราช
4. "มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์" มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งแรกของประเทศไทย ที่เปิดสอนหลักสูตรทางด้านการเกษตร ก่อตั้งขึ้นเป็นลำดับที่ 3 ของประเทศ โดยมีปณิธานในการก่อตั้งเพื่อเป็นคุณประโยชน์แก่การกสิกรรมและการเศรษฐกิจของประเทศ แต่ต่อมาได้ขยายสาขาวิชาครอบคลุมทั้งสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ บริหารธุรกิจ และศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งแรกของประเทศไทย ที่เปิดสอนหลักสูตรทางด้านการเกษตร
5. "มหาวิทยาลัยศิลปากร" มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย มีชื่อเสียงทางด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และโบราณคดี มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ถือกำเนิดจากโรงเรียนปราณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้พัฒนาขึ้นเป็นลำดับจนเป็นโรงเรียนศิลปากร และเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2486 พระยาอนุมานราชธนร่วมกับศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี พัฒนาหลักสูตรจนได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น "มหาวิทยาลัยศิลปากร" เพื่อเป็นสถาบันอุดมศึกษาขั้นสูงทางศิลปะของชาติ
ปัจจุบันสอนครอบคลุมทุกสาขาวิชา ทั้งวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และวิทยาศาสตร์การเกษตร ตามมาตรฐานของมหาวิทยาลัยสากลอย่างสมบูรณ์
มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย
6. "มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ" มหาวิทยาลัยนี้พัฒนาจาก โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง ซึ่งก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2492 และต่อมาพัฒนาเป็น วิทยาลัยวิชาการศึกษา เมื่อ พ.ศ. 2497 และพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อ พ.ศ.2517 โดยเป็น "มหาวิทยาลัยที่เจริญเป็นศรีสง่าแก่มหานคร"
มหาวิทยาลัยที่เจริญเป็นศรีสง่าแก่มหานคร
7. มาดูสถานศึกษาในต่างจังหวัดกันบ้าง "มหาวิทยาลัยเชียงใหม่" มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยในส่วนภูมิภาค เพื่อขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาออกสู่ต่างจังหวัด โดยรัฐบาลจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 3 ในด้านการเรียนการสอนของประเทศไทย และเป็นอันดับ 5 ในด้านการวิจัยของประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2549 ด้วย
มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยในส่วนภูมิภาค
8. "มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง" ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2541 ภายหลังการเรียกร้องของชาวจังหวัดเชียงรายที่ต้องการมีมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น และเพื่อเป็นการระลึกถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จึงใช้พระราชสมัญญา "แม่ฟ้าหลวง" เป็นชื่อมหาวิทยาลัย ปัจจุบันประกอบด้วยสำนักวิชา 12 สำนัก เป็นมหาวิทยาลัยจัดการเรียนการสอนระดับอนุปริญญา 1 หลักสูตร ปริญญาตรี 33 สาขา ปริญญาโท 26 สาขา ปริญญาเอก 15 สาขา 
หนังสือพิมพ์ไทมส์ เคยจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลกของประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยได้รับการลงคะแนนให้เป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในประเทศไทย และสวยที่สุดแห่งเอเชีย
มหาวิทยาลัยที่น่าเรียนที่สุดในโลก ...บรรยากาศดีสุดๆ ไปเลย
9. "มหาวิทยาลัยบูรพา" มหาวิทยาลัยแห่งภาคตะวันออก ที่ตั้งอยู่ริมชายทะเลบางแสน จังหวัดชลบุรี ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2498 โดยอดีตเป็นวิทยาเขตหนึ่งของวิทยาลัยวิชาการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในปัจจุบัน โดยใช้ชื่อว่า วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน หรือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน
ทั้งนี้ วันที่ 8 กรกฎาคม หรือที่เรียกว่า "แปดกรกฎ" ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย สำหรับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ได้รับการยกวิทยฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยโดยเอกเทศ ด้วยผลการประกาศใช้ "พระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2533" ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ.2533 ปัจจุบันมหาวิทยาลัยบูรพา จัดการเรียนการสอนทั้งในระดับปริญญาตรี โท เอก ในหลากหลายกลุ่มสาขาวิชา
มหาวิทยาลัยแห่งภาคตะวันออก ที่ตั้งอยู่ริมชายทะเลบางแสน
เสน่ห์ของม.บูรพา อีกอย่างคือหาดบางแสน
วงเวียนบางแสน
ตอนนี้หาดบางแสนสวยมาก
10. "มหาวิทยาลัยขอนแก่น" มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย และได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติจากกระทรวงศึกษาธิการในปี พ.ศ. 2552 ด้วยเหตุผลนี้ทำให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีอัตราการสอบแข่งขันเข้าเรียนมากที่สุดในภูมิภาค
มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ว่าแล้ว...ก็อยากกลับไปเรียนบ้าง มหาวิทยาลัยบ้านเราน่าเรียนทั้งน้าน....หากย้อนเวลาได้ จะตั้งใจเรียนแบบไม่ลืมหูลืมตาเลย
ส่วนใครมีความใฝ่ฝันอยากเป็นอะไร ประกอบอาชีพไหน ก็เตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ เอาใจช่วยทุกคนให้ได้ไปเรียนใน "มหา'ลัยในฝัน" นะจ้ะ
แล้วกลับมาพบกันอีกครั้ง ในเรื่องราวของมหาวิทยาลัยเอกชนน่าเรียน ส่วนจะเป็นมหาวิทยาลัยไหนบ้าง ติดตามอ่านได้ที่นี่ ไทยรัฐไลฟ์สไตล์
อีกมุมของมหาวิทยาลัยแห่งภาคเหนือ
วิวสวยๆ ของ มช.
ป้ายภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภาษาบ่งบอกถึงที่ตั้ง มช.
เก้าอี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่รังสิต